พฤศจิกายน 29, 2021

pinehave คลังรวบรวมความรู้ รีวิวบ้านพักต่างๆ สาระน่ารู้มากมาย

เว็บไซต์รวบรวมบทความน่ารู้มากมาย รีวิวที่พัก สุภาพผิว เกร็ดความรู้

ประวัติความเป็นมาของโหราศาสตร์ไทย

ความหมายของคำว่า โหราศาสตร์

คำว่า “โหรา” นี้มาจากภาษาสันสกฤตว่า “ส่วนที่ ๒๔ แห่งโหราต์ร”ตรงกับคำมคธว่า “อโหรัตตะ” แปลว่าวันกับคืนหรือ๒๔ ชั่วโมง ฉะนั้นคำว่า”โหรา” จึงแปลความหมายว่าชั่วโมง คำว่า “โหราศาสตร์” ก็แปลว่าเป็นวิชาที่ว่าด้วยโมงยาม เกี่ยวกับดวงดาว ธาตุ และโลกมนุษย์ โหราศาสตร์เป็นวิชาที่มีหลักเกณฑ์การคำนวณตามความดึงดูดของกระแสธาตุแห่งดวงดาวในจักรวาลหรือกล่าวได้ว่า วิชาโหราศาสตร์เป็นวิชาที่กล่าวถึงอำนาจหรืออิทธิพลของดวงดาว ที่มีต่อขุมธาตุในชั้นบรรยากาศที่หุ้มห่อโลก เกิดการรวมตัว ทำให้เกิดการดึงดูดจนมีผลกระทบต่อสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกมนุษย์ทางนามและรูป แสดงกาลเวลา ความสว่าง ความมืด ความร้อน ความเย็น การดึงดูด พลังงาน ความรุ่งโรจน์และความอับปางที่มีต่อพฤติกรรมของมนุษย์(Human Behavior)

 

 

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมาของวิชาโหราศาสตร์ไทยนั้น นับได้ว่ามีมานานก่อนพุทธกาลนับด้วยกัลป์ อาจารย์ที่เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับดาวงดาวในท้องฟ้าพวกแรกที่สุดได้แก่พวกดาบสหรือฤษีที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์แถบภูเขาหิมาลัยหรือป่าอื่นๆ ดาบสทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้สำเร็จวิชานั้นสมาบัติ สามารถเข้าฌานส่งกระแสจิตขึ้นไปยังดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้าแล้วถามเรื่องราวความเป็นมาและอำนาจอิทธิพลของดวงดาวแต่ละดวง อันมีพระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัส พระเสาร์ พระราหู พระเกตุและดาวอื่นๆ ตลอดจนการสัมพันธ์ของการโคจรของดาวต่างๆ เมื่อดาบสตนหนึ่งได้ประวัติของดาวใดมา ก็นำมาเล่าสู่กันฟัง ดาบสตนอื่นๆ ก็เข้าฌานส่งกระแสจิตขึ้นไปถามบ้างจนครบหมดทุกดาว แล้วนำมาเล่าสู่กันฟังและสั่งสอนจดจำกันต่อๆ มา

 

 

โดยมิได้มีการบันทึก เพราะในเวลานั้นยังไม่มีอักขระใดๆ จะบันทึกไว้ได้ แม้ในสมัยพระพุทธเจ้าของเราขณะที่ยังมิได้ตรัสรู้ ได้ทรงบำเพ็ญบารมีอยู่ในชาติต่างๆ เรียกว่าพระโพธิสัตว์ ในอดีตภพพระโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็นดาบสมาหลายร้อยหลายพันชาติ และในภาพหนึ่งได้บังเกิดเป็นสุเมธดาบสไปพบพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมีนามว่า”พระพุทธทีปังกรเจ้า” ได้ตั้งความปรารถนาไว้ ขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์ท่าน

 

จนในที่สุดท่านก็ได้ประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อเจ้าชายสิตธัตถะประสูติได้ ๗ วัน มีอสิตดาบสหรือกาฬเทวิลดาบสได้เข้าเฝ้าเยี่ยม พอเห็นเจ้าชายก็ก้มลงกราบเจ้าชายราชกุมารทันที ด้วยเห็นแล้วรู้ว่าจะต้องได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในอนาคตแน่นอน เช่นเดียวกับที่โกณฑัญญะพราหมณ์ถวายคำพยากรณ์เจ้าชายสิทธัตถะว่า พระราชกุมารนี้จะไม่อยู่ในราชสมบัติ จะเสด็จออกทรงผนวชและตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกในโลกแน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น

 

 

ส่วนพราหมณ์อื่นๆ อีก ๗ คนนั้นได้ถวายคำพยากรณ์เป็น ๒ คติว่า พระกุมารนี้ถ้าอยู่ครองราชสมบัติจะได้เป็นพระเจ้าจาตุรันต์จักรพรรดิมหาราชาธิราชเจ้า ถ้าออกผนวชจะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกในโลก ปรากฏว่าคำพยากรณ์ของพราหมณ์หนุ่มชื่อโกฑัญญะเป็นคำพยากรณ์ที่แม่นยำตรงต่อความเป็นจริงดังปรากฏแล้ว อันการพยากรณ์ของดาบสก็ดี ของพราหมณ์ก็ดีมิได้มีการคูณหาเลขใดๆ

 

 

หากแต่เป็นการพยากรณ์จากพระศิริลักษณะของพระสิทธัตถะกุมารซึ่งเพิ่งประสูติใหม่เท่านั้นเอง และเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญวัยได้ทรงศึกษาวิชาโหราศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งใน ๑๘ วิชาที่โอรสกษัตริย์จะต้องศึกษา ครั้นเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงผนวชได้ศึกษาอยู่ที่สำนักอุทธกะรามบุตรดาบส ได้สำเร็จวิชาชั้นสมาบัติแปด ซึ่งเป็นวิชาสูงสุดของท่านอุทธกะดาบสซึ่งพระองค์ท่านก็ได้นำวิชานี้มาช่วยเป็นวิชาเบื้องต้นในการไปสู่ทางตรัสรู้ของพระองค์ท่านด้วย

 

จะเห็นได้ว่าวิชาโหราศาสตร์นั้นต้องเริ่มต้นมาจากพวกดาบสหรือฤาษีดังกล่าวแล้ว แม้นิยายหรือนิทานที่กล่าวถึงความเป็นศัตรูหรือความเป็นมิตรของดาวพระเคราะห์ต่างๆ นั้น ก็เป็นเรื่องราวที่จดจำกันมาตั้งแต่สมัยดาบสหรือฤาษีต่อๆ กันมาจนกระทั่งมีการจารึกอักขระกันขึ้น  ในชั้นต้นที่ยังไม่มีอักขระเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ยังไม่มีการจารึกพระธรรมวินัยหรือพระไตรปิฎก ต้องท่องจำกันไว้ จนกระทั่งมีอักขระเกิดขึ้นในสมัยหลังพุทธกาลแล้วจึงได้จารึกกันไว้ให้ชนรุ่นหลังได้อ่านกันมาจนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับที่หนังสือวิชาโหราศาสตร์ไทยก็เพิ่งจะมีแพร่หลายเมื่อไม่กี่ ๑๐๐ ปีมานี้เอง ทั้งมีการเสื่อมและเจริญสลับกันเรื่อยๆ มา

 

 

ผู้ที่ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทยส่วนมากมักจะมีการคำนับครูหรือที่เรียกว่า ”ไหว้ครู” ครูในที่นี้คือรูปปั้นดาบสหรือฤาษีและพราหมณาจารย์ ที่เป็นผู้ให้กำเนิดวิชาโหราศาสตร์ไทยนั่นเอง และผู้ที่นับถือครูและพราหมณาจารย์จริงๆ แล้ว เวลาพยากรณ์ดูดวงชะตามักจะเกิด”อุคหนิมิต” คือสิ่งที่เกิดขึ้นแบบญาณสังหรณ์ให้นำอิทธิพลของดวงดาวดวงนั้นดวงนี้มาทำนายโดยไม่รู้ตัว และมักจะทำนายได้แม่นยำถูกต้อง มิใช่เป็นความเชื่ออย่างงมงายไม่มีเหตุผลดังที่ผู้อื่นเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่มีเหตุผลและมีความจริงอยู่แล้วเพียงแต่ผู้พยากรณ์มองไม่เห็นเอง การเรียนวิชาโหราศาสตร์นี้ไม่ยากจนเกินไปแต่ก็ไม่ใช่ง่ายนัก บางครั้งเหมือนเส้นผมบังภูเขา การนับถือและบูชาครูบาอาจารย์เท่านั้นจะช่วยปัดเส้นผมนั้นออกไปได้ แล้วท่านก็จะมองเห็นภูเขาตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้าท่านทันที

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา:

อาจารย์วาสนา จันทภาษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

 

สุดยอดผู้ให้บริการที่ได้รับรางวัลอันดับ 1 ในปี 2016กับงาน รับทำ SEO ที่มีผู้เชื่อมั่นมากที่สุด. รับทำ SEO และ รับทำ SEO สายขาว